Monthly Archives: กันยายน 2010

กินผักผลไม้”หลากหลาย”ป้องกันมะเร็งปอด

งาน วิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมวิจัยมะเร็ง ระบุว่า การกินผลไม้และผักหลากหลายชนิดช่วยลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งปอดลงได้ โดยเน้นประเด็นที่ว่า “ความหลากหลาย” ของผักและผลไม้ มีความสำคัญกว่า “ปริมาณ” ที่รับประทาน

สถาบันวิจัยสุขภาพและสิ่งแวดล้อมแห่งชาติในเน เธอร์แลนด์ ได้ศึกษาคนกว่า 450,000 คนในทวีปยุโรป ในจำนวนนี้ 1,600 คน เป็นโรคมะเร็งปอด และให้กินผลไม้ 14 ชนิด ผัก 26 ชนิดทั้งของสด กระป๋องและแบบอบแห้ง

ผลไม้และผักมีสารประกอบที่มีสารอาหารอยู่มาก เป็นเรื่องสำคัญที่นอกจากต้องกินให้มากแล้วยังต้องกินให้หลากหลายเพื่อได้ รับสารอาหารที่หลากหลายในปริมาณมากด้วย” บูเอโน เดอ เมสควิตา นักวิจัยกล่าว

งานวิจัยบางฉบับก่อนหน้านี้ยืนยันเช่นกันว่า การกินผักและผลไม้ปริมาณมากๆ ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลงได้ แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พบว่าความหลากหลายของชนิดมีความสำคัญกว่าปริมาณ

“มี คนสูบบุหรี่กว่าพันล้านคนทั่วโลก เพราะเสพติดนิโคตินและหยุดสูบไม่ได้แม้จะพยายามแล้วก็ตาม” นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมินเนโซตาในสหรัฐ กล่าวและว่า ยาสูบประกอบด้วยสารก่อมะเร็งหลายตัว ประชาชนควรตระหนักถึงพิษภัยของมันและพยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงทุกรูปแบบ เพื่อลดโอกาสเป็นมะเร็งปอด

“ซัมมิท”ปีหน้างานชุก ค่ายรถเตรียมส่ง 8 โมเดลใหม่ทำตลาดทั้งอีโคคาร์-เก๋ง-ปิกอัพ ลุ้นโกย1.25หมื่นล.

“ซัมมิท” คาดปีนี้โกยรายได้ 1.25 หมื่นล้าน ส่วนปีหน้าคาดโตเพิ่ม 15% เหตุ “ค่ายรถ” เตรียมส่งอีก 8 โมเดลทำตลาด ทั้งอีโคคาร์-เก๋ง-ปิกอัพ พร้อมเทงบฯลงทุนกว่า 2 พันล้านรับตลาดโต สั่งนำเข้าโรบอตจากเยอรมนีอีก 146 ตัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในโรงงาน ลั่นปี 2555 ลุ้นยอดผลิตที่ 2 ล้านคันเล็งหาลูกค้าเพิ่ม

นายกรกฤช จุฬางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัมมิท โอโต บอดี้ อินดัสตรี จำกัด (SAB) บริษัทในเครือซัมมิท คอร์ปอเรชั่น หรือซัมมิท กรุ๊ป บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์รถบ้านรายใหญ่ของประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปีนี้ บริษัทได้เตรียมงบประมาณสำหรับการลงทุนสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ไว้มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท

โดยขณะนี้ผ่านมาแล้ว 7 เดือน บริษัทได้ใช้งบประมาณไปแล้ว 70% หรือ 1,700-1,800 ล้านบาท เพื่อรองรับรถยนต์รุ่นใหม่ 7 โมเดลในปีนี้ และอีก 8 โมเดลในปีหน้า ซึ่งรถที่จะออกสู่ตลาดในปีหน้านั้นแบ่งเป็นอีโคคาร์, รถยนต์นั่ง และรถปิกอัพ เรียกว่าครบทุกเซ็กเมนต์ จากค่ายรถต่าง ๆ ทยอยเปิดตัวออกสู่ตลาด ส่งผลให้บริษัทจำเป็นจะต้องลงทุนเพื่อเตรียมความพร้อมดังกล่าว

ล่าสุดบริษัทยังได้มีการจัดซื้อโรบอตสำหรับใช้ในโรงงาน จากประเทศเยอรมนีอีก 146 ตัว โดยจะส่งมอบได้ภายในปีนี้ 57 ตัว และก่อนหน้านี้ซื้อมาแล้ว 30 ตัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในโรงงาน ในส่วนของโรงงานผลิตนั้นปีนี้บริษัทได้ตัดสินใจขยายโรงงานเพื่อรองรับลูกค้า ใหม่ที่ จ.ระยอง

“ช่วงปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าเศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงขา ลง โดยเฉพาะในยุโรป ทำให้โรงงานต่าง ๆ ทยอยปิดตัวไปค่อนข้างมาก ซึ่งเราก็ถือเอาโอกาสตรงนี้เข้าไปกว้านซื้อเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อนำเข้ามาใช้ในโรงงานของเรา ซึ่งมีทั้งของใหม่และมือสอง ซึ่งสภาพการใช้งานยังค่อนข้างดีอยู่” นายกรกฤชกล่าว

ปีนี้เดิมคาด ว่าประเทศไทยจะมีกำลังการผลิตรถยนต์ที่ 1.4 ล้านคัน แต่เนื่องจากปัจจัยบวกทั้งเศรษฐกิจ การเมือง รวมทั้งความต้องการรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เชื่อว่าปีนี้ยอดการผลิตน่าจะอยู่ในระดับ 1.6-1.7 ล้านคัน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง

และมีคำสั่งซื้อย้อนหลังค่อน ข้างมาก ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์รวมทั้งบริษัทชิ้นส่วนเตรียมตัวไม่ทัน เนื่องจากความต้องการของลูกค้าในประเทศและตลาดส่งออกมีเพิ่มขึ้น ส่วนปีหน้าคาดว่ายอดการผลิตรถยนต์จะเพิ่มขึ้นอีก 15% และภายในปี 2555 คาดว่าประเทศไทยน่าจะมีกำลังการผลิตรถยนต์ใกล้เคียงที่ 2 ล้านคันอย่างแน่นอน

ส่วนบริษัทนั้นคาดว่าปีนี้จะมีรายได้อยู่ที่ 12,500 ล้านบาท จากเดิมตั้งเป้าไว้ที่ 11,000 ล้านบาท ขณะที่ปีก่อนหน้า มีรายได้ที่ 8,000 ล้านบาท ส่วนปี 2554 คาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 15% และคาดว่าภายในปี 2555 บริษัทจะมีรายได้เติบโต เป็น 15%

จะเห็นได้ จากปีนี้มีรถรุ่นใหม่เพียงแค่ 4 โมเดล แต่ในปีหน้าจะมีรถรุ่นใหม่ และรุ่นปรับปรุงรวมกันมากถึง 8 โมเดล ซึ่งทำให้เรามั่นใจว่าเราก็จะต้องมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน และตลาดรถยนต์ปีหน้าคาดว่าโต 15% ดังนั้นเราขอตั้งเป้าให้เติบโตเท่ากับตลาดรถยนต์โดยรวมเอาไว้ก่อน” นายกรกฤชกล่าว

นายกรกฤชยังกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้บริษัทยังมีเป้าหมายที่จะต้องการเพิ่มฐานลูกค้ามากขึ้น เพราะนอกจากสินค้าที่มีอยู่ในกลุ่มแล้ว บริษัทยังต้องการขยายธุรกิจเข้าไปยังสินค้าในกลุ่มอื่น ๆ เช่น เครื่องจักร, เหล็ก, ปั๊มชิ้นส่วน โดยจะมอบหมายและให้เป้าไปกับฝ่ายการตลาดเพื่อหาลูกค้าเพิ่มขึ้น

เชียงใหม่ปราบไข้เลือดออกล้มเหลว รองผู้ว่าฯจวกอปท.-ใช้ยาพ่นเสื่อมคุณภาพ

วันที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7224 ข่าวสดรายวัน

เชียงใหม่ปราบไข้เลือดออกล้มเหลว รองผู้ว่าฯจวกอปท.-ใช้ยาพ่นเสื่อมคุณภาพ

เชียงใหม่ – นายชุมพร แสงมณี รองผวจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า จากการประชุมประจำเดือนหัวหน้าส่วนราชการ น.พ.สมชาย นามประจวบ ผู้ช่วยสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยถึงสถานการณ์ไข้เลือดออกว่า มีผู้ป่วยเพิ่มจำนวนมากในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา จากที่เคยระบาดมากที่สุดในพ.ศ.2551 สำหรับ พ.ศ. 2552 พบผู้ป่วย 3,576 ราย ทั้งจังหวัดรวม 4,262 รายเชื่อว่าปีนี้จะพบผู้ป่วยเพิ่มมากถึง 5,000 คนแน่นอน

นายชุมพร กล่าวว่า จากที่พบว่าผู้ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกปีนี้สูงกว่าทุกปี เพราะการป้องกันจากที่ดำเนินงานของทางเจ้าหน้าที่ อสม.และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในแต่ละพื้นที่ทำงานลงพื้นที่แล้วนั้น พบว่าประชาชนไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมในการที่จะดูแลบ้านเรือนตนเอง เช่น ไม่กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง อย่างไรก็ตามหากพบผู้ป่วยในบ้านหรือสงสัยว่าจะป่วยเป็นไข้ ให้ประชาชนที่พบผู้ป่วยในบ้านนั้นๆ รีบฉีดยาป้องกันยุงในบ้านของตนเองฆ่ายุง จะป้องกันการระบาดได้ สำหรับพื้นที่ที่แพร่ระบาดของโรค จากที่ อ.อมก๋อย ไม่พบผู้ป่วยมากมาก่อน แต่ปีนี้พบมากกว่า 170 ราย ส่วนอันดับของอำเภอที่พบผู้ป่วย อันดับ 1 คือ อ.หางดง รองลงมาคือ อ.เมือง อ.แม่วาง และ อ.สันทราย

รองผวจ.เชียงใหม่ เปิดเผยต่อไปว่า จากที่ทางจังหวัดพบว่ามีการแพร่ระบาดของยุงลาย และเกิดโรคไข้เลือดออกแพร่ระบาดจำนวนมากในขณะนี้ จากการตรวจสอบ พบว่าเป็นเพราะเจ้าหน้าที่รัฐ และเจ้าหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนใหญ่นำยาฉีดพ่นฆ่ายุงลายที่ไม่มีคุณภาพมาพ่นฉีดไล่ยุง ซึ่งทางจังหวัดเชียงใหม่ได้รับเรื่องร้องเรียนเรื่องนี้ไว้แล้ว จึงแจ้งเตือนหน่วยงานทุกหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้ไปตรวจสอบหน่วยของตน เองในด้านการป้องกันการแพร่ระบาดของไข้เลือดออก แล้วรายงานให้ทางจังหวัดทราบด้วย

“การแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้ เลือดออกในเชียงใหม่ขณะนี้ถือว่าล้มเหลว และแก้ไขยาก ขอให้ทุกหน่วยงานรายงานให้จังหวัดทราบถึงคุณภาพของยาที่นำไปพ่นฉีดในปีนี้ ให้ทราบด้วย”

ชมโฉมแท็บเล็ต-กล้องวิดีโอไฮเดฟ ล่าสุดจากโตชิบา

โตชิบาเปิดตัว Folio 100 แท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ Android หน้าจอ 10 นิ้ว และกล้องวงจรปิดวิดีโอความละเอียดสูงรุ่นใหม่กลางงาน IFA 2010 มหกรรมแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ที่กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี วางแผนขายแท็บเล็ตที่อังกฤษก่อนใครช่วงเดือนตุลาคม 2553 เช่นเดียวกับกล้องวิดีโอที่จะเริ่มเปิดตัวตั้งแต่เดือนหน้าเช่นกัน

Folio 100 นั้นเป็นคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตหน้าจอสัมผัสรุ่นแรกจากโตชิบา ที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Andriod 2.2 (Froyo) มีความบางเพียง 14 มม. และเบา 780 กรัม ใช้ชิปประมวลผล NVIDIA Tegra 2 หน้าจอแสดงผลแบบสัมผัส 10.1 นิ้วนั้นมีความละเอียด 1,024 x 600 พิกเซล สามารถแสดงผลวิดีโอความละเอียด 1080p

ความพิเศษของ Folio 100 คือการมาพร้อมฟังก์ชันโทรศัพท์ ซึ่งโตชิบาติดกล้อง 1.3 ล้านพิกเซลด้านหน้าเครื่องเพื่อให้ผู้ใช้สามารถทำวิดีโอคอลล์ได้ผ่านแอปพลิ เคชันนามว่า Fring

ในแง่การใช้งานมัลติมีเดีย Folio 100 สามารถรองรับโปรแกรม Adobe Flash 10.1 ซึ่งผู้ใช้จะสามารถชมเว็บไซด์ที่สนับสนุนโปรแกรมแฟลชได้มากกว่าล้านเว็บไซต์ ทั่วโลก ผ่านโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์โอเปรา โดย Folio 100 ยังมีช่องต่อ HDMI, USB 2.0, ตัวอ่านการ์ด SD/MMC และเทคโนโลยี DNLA เพื่อการเชื่อมต่อข้อมูลกับอุปกรณ์ตระกูล DNLA ด้วยกันอย่างสะดวกสบาย

อายุการใช้งานแบตเตอรี่ต่อเนื่องของ Folio 100 คือ 7 ชั่วโมง เท่ากับ Galaxy Tab dvr ของซัมซุงแต่น้อยกว่า iPad

โตชิบาระบุว่าจะวางจำหน่าย Folio 100 ในราคา 329 ปอนด์ หรือประมาณ 16,000 บาท โดยหลังจากวางจำหน่ายที่อังกฤษเป็นประเทศแรกในเดือนตุลาคม 53 โตชิบาจะวางจำหน่ายเวอร์ชัน 3G ในไตรมาสแรกของปี 2554

นอกจากแท็บเล็ต โตชิบาเปิดตัวกล้องวิดีโอไฮเดฟความละเอียดสูงในงาน IFA 2010 นี้ด้วย โดยมีชื่อรุ่นว่า Camileo S30 และ Camileo P20 สามารถบันทึกวิดีโอความละเอียดสูง Full HD 30fps (1920×1080) มาพร้อมหน้าจอแบบทัชสกรีนขนาดกว้าง 3 นิ้ว สามารถซูมเข้าออก 10 เท่าในแบบดิจิตอล และรองรับหน่วยความจำแบบ SD/SDHC/SDXC การ์ด (รองรับได้สูงสุด 64กิกะไบต์)

ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมซอฟต์แวร์อัปโหลดภาพลง YouTube และ Picas ได้อย่างรวดเร็ว

สำหรับ Camileo S30 นั้นถูกออกแบบให้มีดีไซน์แนวผจญภัย ด้วยบอดี้ที่บางเพียง 19 มม. ทำให้คุณสามารถพกพา Camileo S30 ไปในทุกๆที่ สามารถถ่ายภาพนิ่งที่ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ในส่วนของ Camileo P20 ออกแบบมาให้ใช้งานเพื่อความบันเทิง มีดีไซน์คล้ายปืนพก สามารถถ่ายนิ่งที่ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล

กล้องวิดีโอ Camileo S30 จะเปิดตัวช่วงเดือนมกราคม ปี 2554 ในราคา 139.99 ปอนด์ (ราว 5,590 บาท) ในขณะที่ Camileo P20 จะเปิดตัวช่วงเดือนตุลาคมปีนี้ ในราคา 119.99 ปอนด์ (4,990 บาท)

AumentoIncrease ในหลายพื้นที่ของโทรศัพท์มือถือ ล่าช้าจำนวนที่แน่นอน

กทช.คิดค่าปรับเพิ่มแบบทวีคูณ 5 เอกชนไม่ให้บริการคงสิทธิเลขหมายวันละ 1.6 แสนบาท ระบุหากเกิน 30 วันคูณสองเป็นวันละ 3.2 แสนบาท หากเกิน 60 วันคูณสามเป็นวันละ 4.8 แสนบาท คาดจนถึงสิ้นปีกทช.จะได้เงินส่งเข้าคลังประมาณ 150 ล้านบาท ด้านเอไอเอสยืดอกยอมถูกปรับ 2-3 เดือนถึงพร้อมให้บริการ

นายประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) และประธานคณะกรรมการเปรียบเทียบปรับบริการคงสิทธิเลขหมาย (นัมเบอร์พอร์ทบิลิตี้) กล่าวว่าที่ ประชุมกทช.เมื่อวันที่ 6 ก.ย.ที่ผ่านมา รับทราบแนวทางคิดค่าปรับเอกชนทั้ง 5 รายตามหน้าที่สำนักงานในมาตรา 66 ของพ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม 2544 โดยกำหนดอัตราที่ 1.6 แสนบาทจ่ายเป็นเช็คต่อวันต่อราย กรณีที่เอกชนไม่สามารถเปิดให้บริการคงสิทธิเลขหมายได้ทัน และหากล่าช้าเกิน 30 วัน จะคูณสองหรือคิดเป็นวันละ 3.2 แสนบาท ถ้าเกิน 60 วันจะคูณสามหรือคิดเป็นวันละ 4.8 แสนบาท

‘กทช.คงไม่ปล่อยให้เอกชนดำเนินการล่าช้า หากผ่าน 30 วันแรกแล้วยังให้บริการไม่ได้ ก็ต้องตรวจสอบว่ามีการเตรียมการหรือไม่ และหากยังละเลยจากกำหนดเวลา ก็จะมีมาตรการกระตุ้นจิตสำนึกที่เข้มงวดมากกว่าค่าปรับ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันเสรี เป็นธรรม’

ทั้งนี้ รายได้จากค่าปรับ ทั้งหมด กทช.จะส่งเป็นรายได้เข้ากระทรวงการคลัง หากเอกชนไม่เห็นด้วย ก็สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อกทช.หรือฟ้องศาลปกครองได้ โดยค่าปรับจะเริ่มนับหลังจากเวลา 5 วันที่เอกชนได้รับหนังสือซึ่งกทช.ได้ส่งไปตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย. หากเอกชนเปิดให้บริการไม่ทัน ก็จะเริ่มปรับได้ตั้งแต่วันที่ 10 ก.ย.เป็นต้นไป

สำหรับการคิดค่าปรับ 1.6 แสนบาทต่อวันนั้นคำนวนจากข้อมูลผู้ขอโอนย้ายเลขหมายที่มีปีละประมาณ 1.2 ล้านคำขอต่อปี หรือ เฉลี่ยเดือนละ 1 แสนคำขอ คูณกับค่าใช้จ่ายต่อเลขหมายทั้งระบบจดทะเบียนรายเดือนและระบบเติมเงิน ที่เฉลี่ยต่อรายเดือนละ 250 บาทซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดในเดือน ก.ย.นี้ หรือคิดเป็นผลประโยชน์ที่ได้รับต่อเดือนที่ 25 ล้านบาท ซึ่งหารกับผู้ให้บริการทั้ง 5 ราย จะคิดเป็นมูลค่าเสียหาย ที่ต้องรับผิดชอบต่อรายที่ 5 ล้านบาทต่อเดือน หรือตีเป็นมูลค่าความเสียหายที่ต้องรับผิดชอบเฉลี่ยวันละ 1.6 แสนบาท

‘สำนักงานกทช.ได้ส่งหนังสือแจ้งไปเมื่อวันที่ 3ก.ย.ที่ผ่านมาให้เอกชนเปิดให้บริการนัมเบอร์พอร์ทภายใน 5 วันนับจากได้รับหนังสือ หากดำเนินการไม่ได้จะเริ่มปรับทันที ซึ่งอาจจะเป็นวันศุกร์ที่ 10 ก.ย.นี้’

นายปรีย์มน ปิ่นสกุล ประธานกรรมการ บริษัท ศูนย์ให้บริการคงสิทธิเลขหมายโทรศัพท์ จำกัด (เคลียริ่งเฮ้าส์) กล่าวว่า มาตรการที่กทช.คิดค่าปรับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือวันละ 1.6แสนบาท ซึ่งคิดจากจำนวนผู้ยื่นคำร้องขอย้ายเครือข่ายต่อปี คูณรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมายต่อเดือน จำนวน 250 บาท คิดว่าตัวเลขที่นำมาคำนวณไม่ถูกต้อง ซึ่งควรใช้ตัวเลขผู้ยื่นคำร้องขอโอนย้ายเลขหมายตั้งแต่ 1 ก.ย.นี้ ส่วนรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมายต่อเดือนไม่สามารถนำมาคิดรวมกันได้ ต้องดูรายได้ของแต่ละบริษัทซึ่งต่างกัน ซึ่งขณะนี้ผู้ให้บริการเครือข่ายแต่ละรายยังไม่ได้รับหนังสือแจ้งค่าปรับ ส่วนแต่ละรายจะดำเนินการอย่างไรเป็นเรื่องต้องหารือกัน

สำหรับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือทั้ง 5 ราย ประกอบด้วย บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) บริษัท ทรูมูฟ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) บริษัท ทีโอที และบริษัท กสท โทรคมนาคม ซึ่งก่อนหน้านี้ผู้ให้บริการทั้ง 5 ราย แถลงว่าจะสามารถเปิดให้บริการคงสิทธิเลขหมายได้ในเดือน ธ.ค.นี้

นายสรรชัย เตียวประเสริฐกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด เอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอสไม่สามารถเปิดบริการคงสิทธิเลขหมายได้ทัน เพราะระบบยังไม่มีความพร้อมในส่วนของเครียริ่งเฮ้าส์ หากฝืนเปิดให้บริการก็จะเป็นปัญหากับลูกค้า ที่จะส่งผลต่อบริษัทต่อ ดังนั้น ก็คงต้องยอมโดนปรับต่อไปอีกประมาณอีก 2-3 เดือน ถึงจะเปิดให้บริการได้

ทั้งนี้หากโอเปอเรเตอร์ทั้ง 5 รายสามารถเปิดให้บริการคงสิทธิเลขหมายได้ราวเดือนธ.ค. ที่จะถึงนี้ กทช.จะได้ค่าปรับเพื่อส่งให้กระทรวงการคลังประมาณ 150 ล้านบาทหรือคิดเป็นรายละ 30 ล้านบาท

เผยผลสำรวจเอกฉันท์ “นลท.ญี่ปุ่น” ยังยึดไทยเป็นฐานการลงทุน

หอการค้าญี่ปุ่น แถลงผลสำรวจนักลงทุน 395 ราย โดยกลุ่มตัวอย่าง 48% ยังคงยึดไทยเป็นฐานการลงทุนทางธุรกิจ ส่วนอีก 44% ต้องการลงทุนเพิ่ม มีเพียง 1% ที่ต้องการย้ายฐานลงทุน พร้อมมอง ศก.ไทยเริ่มฟื้นตัว แม้จะยังไม่ดีเท่าปี 50 โดยมุ่งมั่นเชื่อมตลาดในกลุ่มอาเซียนและอินเดีย ตามลำดับ

นายมุเนโนริ ยามาดะ ประธานคณะกรรมการวิจัยทางเศรษฐกิจ หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCC) แถลงผลสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นในประเทศไทย โดยระบุว่า ผลจากการสำรวจนักธุรกิจญี่ปุ่นจำนวน 395 บริษัท ส่วนใหญ่ยังมั่นใจว่า เศรษฐกิจจะฟื้นตัวดีขึ้น แต่ยังไม่ดีเหมือนปี 2550 โดยทุกอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น แต่ปรับเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง ขณะที่การลงทุนโรงงานเครื่องจักรในปี 2552-2553 เป็นการซื้อเครื่องจักรใหม่ มาเปลี่ยนเครื่องจักรเดิมให้มากที่สุด และจะมีการใช้เครื่องจักรที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ นักลงทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ มองตรงกันว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุน โดยจากการสำรวจพบว่านักลงทุนญี่ปุ่น 48% หรือจำนวน 177 บริษัท จะขยายธุรกิจในประเทศไทย โดยไม่มีการย้ายฐานของธุรกิจ ส่วนที่เหลืออีก 44% หรือจำนวน 162 บริษัท จะขยายธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น โดยเชื่อมโยงกับแผนการพัฒนาธุรกิจของญี่ปุ่นในต่างประเทศ แต่จะเปลี่ยนการส่งออกไปยังอินเดีย และประเทศในกลุ่มอาเซียนมากขึ้น โดยในปีนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากราคาวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้น

สำหรับผลกระทบจากปัญหามาบตาพุด นักลงทุนก็กังวลถึงผลกระทบทางตรงในหลายอุตสาหกรรม เช่น เคมี ก่อสร้าง งานวิศวกรรม เหล็ก และพบว่า มีเพียง 4 บริษัท หรือคิดเป็น 1% ที่อาจทบทวนแผนการลงทุน ส่วนแนวโน้มการส่งออก กลุ่มตัวอย่าง 51% มีความเชื่อว่า จะปรับดีขึ้นในครึ่งปีแรกของปีนี้ แต่ยังไม่ฟื้นกลับไปถึงระดับเดิมในปี 2550

โดยตลาดส่งออกที่มีลู่ทางสดใส คือ ประเทศอินเดีย รองลงมา ได้แก่ ตลาดอาเซียน ไม่รวมเวียดนาม กัมพูชา ลาว และพม่า ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ในการกำหนดแผนธุรกิจ ส่วนใหญ่ใช้เงินบาทที่ 33-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

นอกจากนี้ นักลงทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังเสนอให้รัฐบาลไทยเร่งพัฒนาและปรับปรุงกฎระเบียบ ที่เกี่ยวข้องทางด้านศุลกากร พัฒนาระบบภาษี พัฒนาระบบสาธารณูปโภคในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งพัฒนาเชื่อมโยงระบบสาธารณูโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกระหว่างไทยและ ประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น

โดยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 นี้ JCC และองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ได้จัดสัมมนาโดยเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมจากญี่ปุ่นมาให้ข้อมูล เรื่องการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม พร้อมกับเชิญนายอภิสิทธิ์ เวชชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าวด้วย

สอนรําไทยในจังหวัดนครปฐม

รับสอนรำไทยนครปฐม บัลเลต์ โมเดิร์นแดนซ์ สอนโดยบัณฑิตเกียรตินิยม สาขานาฏศิลป์และการละคร ค่าเรียนเพียงเดือนละ 500 บาท ( เฉพาะวันเสาร์ – อาทิตย์ ) เรียนเดี่ยว ชั่วโมงละ 150 บาท ติดต่อสอบถาม ครูปุ๋ย โทร.084-161-1500 , 085-059-1686 สถานที่เรียน ” บ้านครูเอ๋ ” ระหว่างซอยประชาชื่น 37 – 38 ข้างประชาชื่นเรสซิเดนท์ รถเมล์ผ่าน 66 , 70 , 1075 และมีที่จอดรถ http://npt.thai-classified.com/node/89513

ออกแบบเว็บแบบนี้ด้วย WordPress.com
เริ่มต้น