“ซัมมิท” คาดปีนี้โกยรายได้ 1.25 หมื่นล้าน ส่วนปีหน้าคาดโตเพิ่ม 15% เหตุ “ค่ายรถ” เตรียมส่งอีก 8 โมเดลทำตลาด ทั้งอีโคคาร์-เก๋ง-ปิกอัพ พร้อมเทงบฯลงทุนกว่า 2 พันล้านรับตลาดโต สั่งนำเข้าโรบอตจากเยอรมนีอีก 146 ตัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในโรงงาน ลั่นปี 2555 ลุ้นยอดผลิตที่ 2 ล้านคันเล็งหาลูกค้าเพิ่ม
นายกรกฤช จุฬางกูร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัมมิท โอโต บอดี้ อินดัสตรี จำกัด (SAB) บริษัทในเครือซัมมิท คอร์ปอเรชั่น หรือซัมมิท กรุ๊ป บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์รถบ้านรายใหญ่ของประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปีนี้ บริษัทได้เตรียมงบประมาณสำหรับการลงทุนสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งการก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ไว้มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท
โดยขณะนี้ผ่านมาแล้ว 7 เดือน บริษัทได้ใช้งบประมาณไปแล้ว 70% หรือ 1,700-1,800 ล้านบาท เพื่อรองรับรถยนต์รุ่นใหม่ 7 โมเดลในปีนี้ และอีก 8 โมเดลในปีหน้า ซึ่งรถที่จะออกสู่ตลาดในปีหน้านั้นแบ่งเป็นอีโคคาร์, รถยนต์นั่ง และรถปิกอัพ เรียกว่าครบทุกเซ็กเมนต์ จากค่ายรถต่าง ๆ ทยอยเปิดตัวออกสู่ตลาด ส่งผลให้บริษัทจำเป็นจะต้องลงทุนเพื่อเตรียมความพร้อมดังกล่าว
ล่าสุดบริษัทยังได้มีการจัดซื้อโรบอตสำหรับใช้ในโรงงาน จากประเทศเยอรมนีอีก 146 ตัว โดยจะส่งมอบได้ภายในปีนี้ 57 ตัว และก่อนหน้านี้ซื้อมาแล้ว 30 ตัว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในโรงงาน ในส่วนของโรงงานผลิตนั้นปีนี้บริษัทได้ตัดสินใจขยายโรงงานเพื่อรองรับลูกค้า ใหม่ที่ จ.ระยอง
“ช่วงปีที่ผ่านมาจะเห็นว่าเศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงขา ลง โดยเฉพาะในยุโรป ทำให้โรงงานต่าง ๆ ทยอยปิดตัวไปค่อนข้างมาก ซึ่งเราก็ถือเอาโอกาสตรงนี้เข้าไปกว้านซื้อเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อนำเข้ามาใช้ในโรงงานของเรา ซึ่งมีทั้งของใหม่และมือสอง ซึ่งสภาพการใช้งานยังค่อนข้างดีอยู่” นายกรกฤชกล่าว
ปีนี้เดิมคาด ว่าประเทศไทยจะมีกำลังการผลิตรถยนต์ที่ 1.4 ล้านคัน แต่เนื่องจากปัจจัยบวกทั้งเศรษฐกิจ การเมือง รวมทั้งความต้องการรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เชื่อว่าปีนี้ยอดการผลิตน่าจะอยู่ในระดับ 1.6-1.7 ล้านคัน ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง
และมีคำสั่งซื้อย้อนหลังค่อน ข้างมาก ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์รวมทั้งบริษัทชิ้นส่วนเตรียมตัวไม่ทัน เนื่องจากความต้องการของลูกค้าในประเทศและตลาดส่งออกมีเพิ่มขึ้น ส่วนปีหน้าคาดว่ายอดการผลิตรถยนต์จะเพิ่มขึ้นอีก 15% และภายในปี 2555 คาดว่าประเทศไทยน่าจะมีกำลังการผลิตรถยนต์ใกล้เคียงที่ 2 ล้านคันอย่างแน่นอน
ส่วนบริษัทนั้นคาดว่าปีนี้จะมีรายได้อยู่ที่ 12,500 ล้านบาท จากเดิมตั้งเป้าไว้ที่ 11,000 ล้านบาท ขณะที่ปีก่อนหน้า มีรายได้ที่ 8,000 ล้านบาท ส่วนปี 2554 คาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 15% และคาดว่าภายในปี 2555 บริษัทจะมีรายได้เติบโต เป็น 15%
จะเห็นได้ จากปีนี้มีรถรุ่นใหม่เพียงแค่ 4 โมเดล แต่ในปีหน้าจะมีรถรุ่นใหม่ และรุ่นปรับปรุงรวมกันมากถึง 8 โมเดล ซึ่งทำให้เรามั่นใจว่าเราก็จะต้องมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน และตลาดรถยนต์ปีหน้าคาดว่าโต 15% ดังนั้นเราขอตั้งเป้าให้เติบโตเท่ากับตลาดรถยนต์โดยรวมเอาไว้ก่อน” นายกรกฤชกล่าว
นายกรกฤชยังกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้บริษัทยังมีเป้าหมายที่จะต้องการเพิ่มฐานลูกค้ามากขึ้น เพราะนอกจากสินค้าที่มีอยู่ในกลุ่มแล้ว บริษัทยังต้องการขยายธุรกิจเข้าไปยังสินค้าในกลุ่มอื่น ๆ เช่น เครื่องจักร, เหล็ก, ปั๊มชิ้นส่วน โดยจะมอบหมายและให้เป้าไปกับฝ่ายการตลาดเพื่อหาลูกค้าเพิ่มขึ้น